![]() |
ศิลปะแห่งความยากลำบาก โดย นิกร แซ่ตั้ง |
|
อากง (ปู่) ผม เป็นนักดนตรีประจำคณะงิ้วในเมืองไทย ฝีมือแกก็ระดับหัวหน้าวง สามารถเล่นเครื่องดนตรีในวงได้ทุกชิ้น แต่ที่ถนัดเชี่ยวชาญมีสองชนิด คือ ซอ กับ ปี่ ผมเคยมีโอกาสไปนั่งฟังอยู่บนเวทีงิ้ว ตอนที่อาม่า (ย่า) ผมพาไปเยี่ยมอากงตอนแกไปตระเวณแสดงตามต่างจังหวัด อาม่าผมไปทวงเงินอากงน่ะครับ เพราะมีลูก 12 คน ต้องเลี้ยงอยู่ที่บ้าน |
||
งานแสดงงิ้ว จะชุกมากตอนหน้าหนาว หลังเก็บเกี่ยว ชาวไร่ชาวนา ชาวบ้านร้านตลาด ก็จะจัด งานศาลเจ้า งานวัด พอเข้าหน้าฝน งิ้วก็ต้องหยุดแสดง เพราะคนกลับไปทำงาน ทำไร่ทำนา ทำมาหากินกัน คนในคณะงิ้ว ก็เช่นกัน แยกย้ายกันไปหาเลี้ยงชีพตามถนัด อากงผม มีฝีมือทางปรุงผลไม้ดองขาย มะม่วงน้ำปลาหวาน สับปะรด แตงโม ฝรั่ง มันแกว มะม่วงดอง มะขามดอง มะกอกน้ำดอง 3 รสใส่รถเข็นไปขาย (อาผม เอาสูตร มะกอกดอง มาทำขายหน้าโรงหนังแถวสยามสแควร์ เมื่อ 30 ปี ที่ผ่านมา เป็นที่เลื่องลือในหมู่วัยรุ่นสมัยนั้นว่า Number one ไม่รู้มีใครเคยได้ชิมบ้างรึเปล่า) ตลอดหลายปี แกไม่ได้อยู่กับครอบครัวเลย เพราะเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับ เพื่อนหญิงของแกอีกคน ที่เป็นนักแสดงในคณะงิ้วเดียวกัน พอมีงานแสดงก็ตระเวนไปทั่วประเทศ ไม่มีงานก็กลับมาอยู่ห้องเช่าแถวอินทามระ ตกเย็นแกก็กลับห้องเช่า เล่นซอบ้าง ตีขิมบ้าง ตามอารมณ์ บางทีก็รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ แถวบ้าน ตั้งวงเล่นเพลงกันเป็นการหย่อนอารมณ์ และเป็นการฝึกฝนไปในตัว (ที่ผมรู้ก็เพราะบางครั้งอาม่าก็ไปทวงเงินแก แล้วเอาผมไปทิ้งไว้ที่ห้องเช่าของอากง) พ่อผมเคยเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่มาจากเมืองจีนมาอยู่ที่ปักษ์ใต้ใหม่ๆ อากงก็ไม่ชอบทำการค้าสักเท่าไหร่ แกสอนพ่อทำผลไม้แล้วแกก็ให้พ่อขายไป ส่วนแกก็ไปเข้าคณะงิ้วเป็นนักดนตรี แล้วก็จากบ้านจากครอบครัวไป ส่งเงินมาบ้างไม่ส่งบ้าง อาม่าตามไปทวงเอาบ้าง เป็นอย่างนี้จนแก อายุ 75 ถึงได้เลิก กลับมาอยู่กับลูกหลานที่บ้านผมจนกระทั่งจากพวกเราไป |
||
![]() |
||
ผมว่าอากงผมก็เป็น ศิลปินมืออาชีพ ตัวจริงคนหนึ่งนะครับ เพราะหาเลี้ยงตัวและครอบครัวด้วยการแสดงงิ้วจริงๆ พอบ้างไม่พอบ้าง แต่ก็ไม่เคยเบียดเบียนครอบครัวเลย ลูกแกทั้ง 12 คน ก็โตมาตามสภาพ จะมีบ่นกันบ้างเล่นๆ ก็เรื่องที่อากง ไม่ได้สร้างอะไรไว้ให้พวกอาๆ ทั้งหลายเลย แต่ละคนต้องสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งนั้น ความเป็นมืออาชีพของอากงผมนี่เองที่ทำให้ผมมานั่งคิดว่า ศิลปินกับความยากลำบากนี่เกิดมาคู่กันหรือยังไง อากงผมไปอยู่คณะงิ้วเพราะอยากเป็นศิลปินเหรอ ผมว่าไม่ใช่หรอก ถึง แกจะทิ้งลูกเมียไปเล่นดนตรี แต่ก็ยังส่งเสียตามประสา แกไม่ได้ทำให้ลูกเมียยากลำบากจนเกินไปนัก ไม่เมา อาละวาด ไม่ไถเงินไปกินเหล้า ไม่ตบตีเมีย เอาเงินไปเล่นไพ่ ไม่ขายลูกเอาเงินไป ซื้อรถ หรือรีดไถลูกเมียเอาเงินไปซื้อเครื่องคนตรี แกก็แค่ เล่นดนตรีของแกไป อากงอาจจะไม่ได้สร้างอะไรไว้ให้ครอบครัวเลยแต่แกก็ไม่เคยทำให้มันแย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่ นั่นคงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เมื่อตอนแกกลับมาใช้ชีวิตช่วงปลายที่บ้านผมทุกคนถึงยินดีต้อนรับแกนัก |
||
ศิลปินในแวดวงละครเวทีบ้านเรา ก็คงเจอ ความยากลำบาก ไม่ต่างกัน (ถึงบางคนจะยังไม่มีลูก12 คนก็ตามเถอะ) ลำพังหาเลี้ยงตัวเองให้รอดก็คงจะ ยากลำบาก แบบไม่ต้องบรรยาย ขึ้นอยู่กับความอยาก ความทะเยอทะยานของแต่ละคน ใครโลภมาก ก็ต้องสู้มากหน่อย ใครมักน้อยก็สบายตัวหน่อย หลายคนตั้งปณิธานไว้ว่า จะไม่ทำงานอื่นเลยนอกจากงานศิลปะ ผมก็เหมือนกัน อยากจะทำแต่ละคร แต่ถึงเวลาจริง มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องทำอย่างอื่นด้วย เพราะถ้าไม่ทำก็จะไม่ได้ทำละครต่อไป เพราะจะล้มประดาตายลงเสียก่อนวัยอันควร นี่ก็ยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ครอบครัวสักเท่าไหร่เลย ครั้นจะให้ผมเอาบ้านไปจำนองเอาเงินมาทำละคร ก็ดูจะเป็นการเบียดเบียนครอบครัวมากเกินไปหน่อย อากงผมขายผลไม้ตอนคณะงิ้วพักงาน คนทำละครบางคนรับ job ถ่ายหนัง บางคนเขียนบททีวี บางคนทำละครแสงสี เสียง หลายคนช่วยงานเบื้องหลัง ติดต่อประสานงาน ผมขายกาแฟ DREAM BOX เป็นคณะละครอาชีพ ที่เปิดการแสดงสม่ำเสมอ ตลอดทั้งปี และยังรับจัดการแสดงทุกรูปแบบ เปิดตัวสินค้า บ้างเพื่อหารายได้หล่อเลี้ยงบริษัทและพนักงานทุกคน แม้แต่ศิลปินต่างประเทศ ก็ต้องทำอย่างเดียวกันเพื่อเอาตัวรอด แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ตั้งใจทำละครอย่างเดียว เพื่อให้มันเลี้ยงตัวได้ ผมนับถือพวกเขาในระดับหนึ่ง นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้ว ถึง ความยากลำบาก ข้อนี้ เด็กที่เพิ่งจบมาใหม่ๆ อยากทำละครตามความฝัน แต่ก็ไม่สามารถไปต่อได้ เพราะยังไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหน ยอมลงทุนให้ลูกสร้างโรงละคร ตั้งคณะขึ้นมา เพราะท่านคงเล็งเห็นแล้วว่าลูกหลานจะ ตกระกำลำบาก ก็เลยไม่สนับสนุนเท่าไหร่ |
||
ผมเองก็เคยคิดฝันเล่นๆ ว่าถ้าบ้านผมร่ำรวยมีมรดกเจ็ดพันสามร้อยล้าน ผมคงจะทำละครได้อย่างมีความสุข แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะตอนนั้นผมคงจะเสียคน เอาเงินมาทำอะไรสนองความต้องการตัวเองจนลืมไปแล้วว่า ละครมันเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีคนดูมารับรู้เรื่องราวที่เราอยากจะถ่ายทอดผ่านละคร เราจะอยากทำละครไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจคนดูไม่ได้ เราอยากจะทำละครตามใจตัวเอง เพราะแค่อยากทำอีกหน่อยก็จะไม่มีใครมาดูละครของเรา ถ้าเราถูกทำให้เหลิงด้วยความสุขสบายจนเกินไป ก็คงไม่ใช่เรื่องดี (แต่ผมขอโอกาสได้สัมผัส มันบ้างก็จะดีใจมาก สัญญาว่าจะไม่เสียคนเร็วจนเกินไปนัก) แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ การหมกหมุ่นอยู่กับความยากลำบากทั้งชีวิต ความยากลำบากมันอาจจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ ให้ศิลปินได้ก็จริง แต่ความยากแค้นแสนเข็ญ ก็ทำลายทั้งกายและใจของเราไปพร้อมๆ กัน บางครั้งอาจจะทำลายคนรอบข้างไปด้วยซ้ำ แวนโก๊ะ อาจจะวาดภาพได้ยอดเยี่ยมในช่วงชีวิตที่ยากลำบากที่สุด แล้วเขาก็ตัดสินใจจากโลกนี้ไป เพราะทนมัน (ความยากลำบาก) ไม่ไหว น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถหาทางต่อสู้กับมันได้ เพื่อยืดเวลาให้ตัวเองได้มีชีวิตอยู่ แล้วสร้างผลงานต่อมา น่าเสียดายแทนเขาแค่ไหนที่ไม่มีโอกาสได้จับพู่กัน ผสมสี ตวัดแปรง ปาดเกรียง บนผืนผ้าใบที่เขารักอีกต่อไป ผมว่า แวนโก๊ะ สู้อากงผมไม่ได้ เลย (อย่างน้อยก็ทำมะกอกดองไม่เป็นถึงทำเป็นก็คงไม่อร่อยเท่าของอากงผมแน่ๆ) ไม่ใช่ฝีมือวาดรูปหรือฝีมือดนตรีหรอกมันเทียบกันไม่ได้ แต่วัดกัน ในฐานะ ศิลปินผู้จัดการกับ ศิลปะแห่งความยากลำบาก ผมว่า อากงผมใช้ชีวิตเป็นนักคนตรี ได้อย่างมีความสุข สร้างความสุขให้คนดูของแกได้มายาวนานกว่า(ห้าสิบปี) คงไม่มีอะไรเป็นความสุขของศิลปินเท่ากับได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักและได้รับความชื่นชมจากคนดูหรอก แวนโก๊ะ เองที่ตัดสินใจจากไปไม่อยู่ดูผู้คนที่มาชื่นชมงานของตัวเอง ผมไม่ได้ตั้งใจลบหลู่ ศิลปินอย่างแวนโก๊ะ แม้แต่น้อย (ต่อให้ผมฆ่าตัวตายไป ละครผมก็คงไม่โด่งดังขึ้นมาได้เหมือนอย่างภาพเขียนของเขาหรอก) ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถ พรสวรรค์และความทุ่มเท ให้กับศิลปะของเขาอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ |
||
![]() |
||
ผมยังจำภาพอากงผมนั่งอยู่บนเตียงในห้องนอน สีซอตัวเก่งของแก ตามเสียงจากเครื่องเล่นเทปเก่าๆของแกได้ติดตา ติดใจ เสียงซอที่อ่อนหวาน โหยหา หยอกล้อไปกับเสียงร้องของนางงิ้ว ในใจผมก็นึกขึ้นมาว่า อืม ... อากงเก่งจริงๆด้วย ผมฟังไม่ออกเลยซักคำ แต่ผมรู้สึกได้เลยว่า อากงรักที่จะเล่นดนตรีขนาดไหน แม้สังขารของแกไม่สามารถรับงานหนักต่อไปได้ แต่แกยังเล่นคนตรีที่แกรักได้อยู่ แกรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ต้องพัก แต่แกไม่ได้ทิ้งดนตรี ว่างๆก็สีซอหย่อนอารมณ์ของแกไป ซ้อมมือไปเหมือนตอนยังมีกำลัง โดยมีผมเป็นคนดูถึงแม้อากงจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่นั่นเป็นการแสดงดนตรีครั้งสุดท้ายของแกที่ผมจำได้ ถึงแม้ตอนอากงผมตายไปจะไม่ได้กลายเป็นศิลปินโด่งดังในระดับโลกอย่างแวนโก๊ะ แต่อย่างน้อย แกก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้ผมได้ ในฐานะ หัวหน้าครอบครัว ในฐานะมืออาชีพ และในฐานะแรงบันดาลในการรักษาสมดุลระหว่างความฝันในโลกศิลปะและการเอาตัวรอดในโลกแห่งชีวิตจริง ผมถือว่านั่นเป็น ศิลปะแห่งความยากลำบาก แขนงหนึ่งสำหรับผม |
||