back to articles page

ความธรรมดาสามัญอันดาษดื่น กับ ความเป็นเลิศ
โดย นิกร แซ่ตั้ง
June-2007



 

ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนเรียนเก่งมาก สอบได้ที่ 1 ตั้งแต่ประถม 2 เทอมปลาย จนจบ มัธยม 3

อ้าวแล้วก่อนหน้าประถมสองล่ะ ???

แล้วหลังจากมัธยม 3 ล่ะ ???

ก่อนหน้านั้น ผมไม่ค่อยใส่ใจหรอกครับ ว่าสอบได้ที่เท่าไหร่บ้าง เพราะไปโรงเรียน ก็สนใจเล่นกับเพื่อนมากกว่า จนวันหนึ่งมีเหตุที่ทำให้ผม ฮึดขึ้นมา ตั้งใจสอบให้ได้ที่ 1

เช้าวันฟังผลการเรียนเทอม1 พวกเราเด็กชั้น ป 2 ห้องข เข้าแถวอยู่หน้าห้องเรียนรอรับสมุดพกจากครูประจำชั้น แสงแดดยามเช้า ส่องมาอ่อนๆ พอครูแจกสมุดพกที่แจ้งผลการเรียนให้ทุกคน เด็กๆ ก็จะลุ้นผลการเรียนของตัวเอง พอผมเปิดสมุด ก็ เห็นผลสอบของเทอมแรก ก็ดีใจมาก เพราะ ผมสอบได้ที่ 2 พอเพื่อนคนอื่นๆ ดูผลสอบของตัวเองเสร็จ ก็จะเริ่มถามกันแล้วว่าใครสอบได้ที่เท่าไหร่บ้าง

   

ผมจำไม่ได้แล้วว่าไอ้เด็กผู้ชาย เพื่อนผมคนนั้นเป็นใคร จำได้แต่ว่า มันพูดขึ้นมาว่า

“ โธ่ ได้แค่ที่ 2ไม่เห็นเก่งเลย สมศักดิ์ สิ สอบได้ที่ 1 เก่งกว่านายอีก ”

“ ผมได้แต่อึ้ง อยู่ แล้วก็ตามด้วยความรู้สึกโกรธ เพราะ เสียหน้า ”

ก็ไอ้คนพูดมันไม่ได้สอบได้ที่ 1 เองนี่น่า แล้วมันมาพูดดูถูกเราอย่างนี้ได้ไงว่ะ ผมนึกในใจ

“ ก็ได้ งั้นคราวหน้า เราจะสอบให้ได้ที่ 1 ” ผมตั้งปณิธานเอาไว้ในใจ

เป็นเพราะ คำพูด ตามประสาเด็กของเพื่อนนั่นเอง ที่ทำให้ เด็กธรรมดาๆอย่างผม กลายเป็นกลายเป็นเด็กเรียนเก่ง สอบได้ที่ 1 นับแต่นั้นจนจบ ม 3.

 
 

ที่ผมเล่าเรื่องวัยเด็กของผมเรื่องนี้ ให้ฟัง เพราะ อยากจะยกตัวอย่างให้เห็น ถึง เส้นแบ่งของ ความธรรมดาดาษดื่น และความพิเศษเป็นหนึ่ง ในโลกใบนี้ ผู้คนมักต้องการแสวงหาความเป็นเลิศ

ในวงการศิลปะ ต่างเฝ้าชื่นชมผลงานของศิลปินที่ถูกยกย่องว่าเป็นเลิศ เป็นหนึ่งเดียว

แล้วการที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชั้นเลิศ ในอดีตก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ ศิลปินบางคนตายไปหลายสิบปี ถึงจะมีคนมาค้นพบว่าได้สร้างสรรค์ ผลงานชั้นยอดเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น Shakespeare นักประพันธ์ เอกชาวอังกฤษ ในยุคอาลิซาเบทแทน ประมาณปี ค.ศ.1500 โน่น เพิ่งจะมาเป็นที่รู้จักในยุคปัจจุบัน ก็เพราะมีนักวิจัย ไปศึกษางานแล้วเอามาเผยแพร่ ทำให้เกิดการยอมรับและเป็นที่นิยมในวงกว้าง ปัจจุบัน ในอังกฤษมีโรงเรียนที่สอนเฉพาะการละครของ Shakespeare และละครของเขาก้เป็นที่รู้จัก มีคนนำไปสร้างใหม่เปิดแสดงอยู่แทบจะทุกวัน ทั่วโลก บ้านเราก็นำงานของเขามาเปิดแสดงกันหลายครั้ง อย่างเรื่อง Hamlet , A Midsummer Night Dream หรือล่าสุด The Tempest เป็นข้อพิสูจน์ อย่างหนึ่งว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เพราะ เชคเปียร์ตายไปเป็นร้อยๆ ปี แต่ผลงานเขา ขึ้นหิ้งเป็นวรรณกรรมอมตะ ชั้นเอกของโลกไปแล้ว ถ้าเทียบศิลปินเอกบ้านเราก็น่าจะเป็น สุนทรภู่ เสียดายที่สุนทรภู่ไม่ได้แต่งบทละครทิ้งเอาไว้ คนไทยเลยไม่ได้เอาละครของท่านมาสร้างให้ดูกัน

   
 

แล้วใครล่ะ จะเป็นคนบอก จะใช้อะไรมาตัดสินว่างานชิ้นไหน เป็นงานที่ดีเป็นเลิศ งานชิ้นไหน เป็นงานที่ธรรมดาดาษดื่น คงจะเป็นเรื่องยากที่จะให้คำจำกัดความ ผลงาน หรืออะไรก็ตามที่มนุษย์สร้างขึ้น แล้วบอกว่านั่นเป็นผลงานชิ้นเอก นั่นเป็นผลงานธรรมดาๆดาษดื่น

ปิรามิด ในทะเลทรายของอียิปต์เป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่ทุกคน ยกย่องยอมรับ เช่นเดียวกับภาพเขียนจีนโบราณที่เขียนด้วยพู่กันจากฝีมือของกวี   เถาจงอี๋ (ราวค.ศ. 1329-1421) นักเขียนพู่กันจีนและกวีชื่อดัง ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายสมัยราชวงศ์หยวนต้นราชวงศ์หมิง หรือ ชิพนาโนอัจริยะเล็กจิ๋วที่สุดในโลกที่สามารถบรรจุข้อมูลได้มหาศาล ความพิเศษ เป็นหนึ่งเดียวไม่ได้จำกัดแค่ ขนาด หรือ อายุขัย แต่อยู่ที่คุณสมบัติเด่น และคุณค่าของผลงานนั้นๆ ที่ได้รับการยอมรับผ่านการทดดสอบของเวลาและสามารถดำรง คุณค่าของตัวมันเองไปได้ตราบอนาคต

 
 


ในกรณีนี้ ชิพนาโน คงจะถูกลดค่าลงไปเรื่อยๆ และอาจจะตกรุ่นไปในที่สุด เมื่อมนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีก้าวพ้นมันไปแต่ปิรามิด ก็ยังคงคุณค่าของมันไว้ และจะทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนภาพเขียนจีนโบราณ ก็จะมีคนพยายามเขียน เรียนรู้ที่จะเขียนและ สร้างงานพู่กันมากขึ้นเรื่อยๆ ได้รับการยอมรับบ้าง ไม่ได้รับการยอมรับบ้าง อาจจะมีสักชิ้นสองชิ้น ที่จะได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปะชิ้นสำคัญของจีน เทียบเท่า กับของ เถาจงอี้ ในอนาคต หรืออาจจะไม่มีอีกเลยก็ได้

ประชาชนคนทั่วไป นักวิชาการ พ่อค้า และเหล่าศิลปินนั่นเอง จะเป็นผู้ตัดสินเองว่าผลงานชิ้นไหนมีคุณค่าเพียงใด

เพราะคนเราสามารถฝึกฝนฝึกหัดที่จะ เขียนพู่กันได้ทุกคน ดังนั้นก็จะมีงานพู่กันจีนออกมาดาษดื่นธรรมดา มากมาย อย่างผมก็คงจะเขียนได้ในระดับแย่มาก ถึงมากที่สุด เพราะขนาดจับปากกาดินสอ เขียนตัวหนังสือยังออกมาแทบจะไม่เป็นตัวเสียเลย (แต่อ่านออกนะครับ ไม่ยากอย่างที่คุณคิด)

   
 

แล้ว ทำไม เขาถึงเขียนพู่กันจีนกัน ล่ะครับ

ผมขออนุญาต แจกแจงเป็นข้อๆ ตามที่สมองผมจะนึกออกได้ ดังนี้

 
 

ถูกบังคับให้เขียน ที่บ้านอาจจะเป็นช่างเขียน หรือเป็นวิชาบังคับเรียนเขาก็สอนๆ กันมา ต้องเขียนก็เลยเขียนได้ แต่ใจไม่รรัก พวกนี้ก็คงจะเลิกเขียนไปในที่สุด เพราะต้องไปทำสิ่งที่ตัวเองรักกว่า อย่างเช่นไปขายก๋วยเตี๋ยว

เขียนแล้วเขียนได้ดีแค่ชอบแต่ไม่ถึงกับรัก มีคนชมเลยชอบเขียนเป็นงานอดิเรก แต่ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไร ก็เขียนได้ แล้วเท่ห์ เป็นนักการเมือง เขียนพู่กันจีนได้ ดูดีจะตายไป

เห็นเขาเขียนแล้วขายได้ เขียนแล้วโด่งดังมีชื่อเสียงเลยเขียนบ้าง บางคนฝีมือดี ก็เขียนเลี้ยงชีพ ไปจนตาย แต่ก็ไม่ดัง บางคนเขียนไปเลี้ยงตัวได้บ้างไม่ได้บ้างอดมื้อกินมื้อ จนตายก็ไม่ดัง บางคนเขียนรูปเดียว ดังไปชั่วชีวิต หรือบางคน ตายแล้วถึงจะดังตามสูตรศิลปินไส้แห้ง บางคนก็มาค้นพบทีหลังว่าจริงก็รักนี่นา

ทำอะไรไม่เป็นแล้วเขียนเป็นอย่างเดียว นี่ก็เหมือนกันดังบ้างไม่ดังบ้าง รวยบ้างไม่รวยบ้าง รักบ้างไม่รักบ้าง

ส่วนพวกรักที่จะเขียนจริงๆ แบ่งได้เป็น

รักอย่างเดียวแต่ไม่มีฝีมือ พวกนี้ก็มีเวรมีกรรม เขียนไปเท่าไหร่ก็ไม่สวย แต่รักมากเขียนไปจนตาย

บางคนผันตัวไปเป็น คนสะสมงานเขียนได้ก็พ้นกรรมไปในที่สุด หรือ พัฒนาไปเป็นคนขายงานเขียนร่ำรวยได้ดีไปก็พ้นเวรอิ่มบุญไป

รักแต่มีฝีมือพื้นๆ ทำไปจนตายเหมือนกัน อาจโชคดีมีคนมาซื้องานไปสะสมบ้าง มีชื่อเป็ฯที่รู้จักบ้างแต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จสูงสุด และพวกเขามักจะพอใจแค่ได้เขียนพู่กันที่เขารัก

รักและมีฝีมือเป็นเลิศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จทุกคน ถ้ามีบุญก็ได้ชื่นชมความสำเร็จ และการยอมรับของผู้คนตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ แต่โดยมากมักจะมีคนมาชื่นชมเห็นค่าผลงานเมื่อเจ้าของจากไปนานแล้ว หรือไม่ก็อาภัพหนักเข้าก็ต้องรอหลายร้อยปีผ่านไป เพราะดันเขียนงานล้ำยุคล้ำสมัยมากไปหน่อย

หลงคิดไปเองว่าตัวรักจะเขียนพู่กันจีน น่าสงสารที่สุด เพราะชีวิตนี้ เขาไม่มีวันรู้เลยว่าจริงๆ แล้วเขาชอบ เขารักอะไรกันแน่ อาจมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับดีเลิศ ความจริงมีความสามารถทางด้านอื่นสูงส่ง แต่ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือเพราะหลงคิด หรือถูกหลอกให้เชื่อว่าตนรัก และเขียนพู่กันได้ดี ทั้งๆที่ถ้าไปตีดาบก็คงเป็นช่างอันดับหนึ่งของยุทธภพไปแล้ว

 
   
 

แต่โดยสรุปรวมทั้งหมดแล้วก็จะเหลืออยู่แค่ พวกที่มี ฝีมือเป็นเลิศ ซึ่งมักจะมีจำนวนน้อย กว่า พวกที่เหลือ อันมากมายดาษดื่น ที่จะสร้างผลงานออกสู่สายตาชาวโลก

ประชาชน คนทั่วไป นักวิชาการ พ่อค้า และศิลปิน มักจะถูกผลงานที่ดาษดื่นธรรมดา จำนวนมากนั้น ล่อลวง ปะปน ชักพาไป กว่าจะมาเจองานที่ดีเลิศ ก็สายไปเสียแล้ว หรือบางคนสูญเสียประสาทการแยกแยะระหว่าง งานที่ดีและงานธรรมดาๆ ไปเลยก็มี

ผมเชื่อว่าคนที่ไม่เคยเห็นของแท้ ของดีมาก่อน ในชีวิต ฃก็จะเห็นของธรรมดา ของดีปานกลางกลายเป็นของดีเลิศไปได้ เพราะขาดประสบการณ์ จวบจนเขาได้ไปเห็นของดีเลิศ จริง แล้วนั่นเอง เขาถึงจะแยก ของจริงกับของปลอมออกจากกันได้ เป็นครั้งแรก และ เรียนรู้ถึงข้อแตกต่างอันละเดียดอ่อน ที่ทำให้ของแท้และของธรรมดา มีคุณค่าที่ต่างกัน

   
 

แต่ก็มีบางพวกอีกนั่นแหล่ะที่ ต่อให้ เห็นของแท้ ของจริงวิเศษดีเลิศ หรือแม้แต่เกิดมาอยู่กับของแท้ ตลอดชีวิต ก็ไม่มีวันเห็น ไม่มีวันได้สัมผัสถึงคุณค่าของมัน ดังคำพังเพย ที่ว่า “ ลิงได้แก้ว ไก่ได้พลอย ” และนั่นมักจะจบลงด้วยเรื่องราวอันน่าเศร้า

   
 

ถ้าอยากให้ลิงกับไก่ แยกของ ดีเลิศ ออกจากของ ธรรมดา แยกของจริงออกจากของปลอม เราก็คงต้องฝึกหัด พวกเขากันหน่อย ด้วยการเอาของดีมาให้ดู บ่อยๆ เพื่อให้เกิดการจดจำและเรียนรู้ ลิงคงมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้ดีกว่าไก่ เพราะเขามีการฝึกลิงมาใช้งานกันตั้งแต่โบร่ำโบราณ แต่ไก่ คงจะสอนยาก ได้แต่เลี้ยงไว้เป็นอาหาร ถึงเวลาก็ถูกเชือดเพราะไม่สามารถจะพัฒนามาใช้งานได้อย่างลิง

 
 

แล้วงานศิลปะอย่างละครเวทีล่ะ ?

คงจะมีคนทำงานละครเวทีออกมาเรื่อยๆ จำนวนงาน มากขึ้นในแต่ละปี หรืออาจจะลดลงในบางปี

ดีบ้างไม่ดีบ้าง เป็นของแท้บ้าง ของธรรมดาสามัญ บ้าง ปัญหาที่น่าคิดก็คือ เรามีคนทำละครแบบไหนอยู่บ้างในปัจจุบัน ทำไมเขาถึงมาทำละครกัน ? แล้วเรามีคนดูแบบไหนอยู่บ้าง ? ในตอนนี้ เรามีลิง หรือไก่เยอะกว่ากัน ?

   
 

พอจบม.3 ด้วยคะแนนสอบอันดับหนึ่งของโรงเรียน ผมก็สอบได้ ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมชื่อดังและที่นั่นเอง ผมก็สอบตกวิชาเลขคณิตเป็นครั้งแรกในชีวิต ความธรรมดาสามัญในตัวผมแสดงตัวออกมาอย่างชัดเจน นับจากวันนั้น ชีวิตทางการศึกษาของผมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผมเปิดกว้างให้กับชีวิตในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น จนถึงวันนี้ ผมกำลังค้นหาความสามารถในตัวผมอยู่อย่างบ้าคลั่ง

แล้วก็ไม่ใช่ผมหรอกที่จะเป็นคนตัดสินว่า สิ่งที่ผมกำลังค้นหาอยู่นั้น มันคือความ เป็นเลิศ หรือเป็นเพียงแค่ความ ธรรมดาสามัญ กันแน่ ผมขอยกหน้าที่นี้ให้คุณ

 



BACK TO HOMEPAGE