ถูกบังคับให้เขียน ที่บ้านอาจจะเป็นช่างเขียน หรือเป็นวิชาบังคับเรียนเขาก็สอนๆ กันมา ต้องเขียนก็เลยเขียนได้ แต่ใจไม่รรัก พวกนี้ก็คงจะเลิกเขียนไปในที่สุด เพราะต้องไปทำสิ่งที่ตัวเองรักกว่า อย่างเช่นไปขายก๋วยเตี๋ยว
เขียนแล้วเขียนได้ดีแค่ชอบแต่ไม่ถึงกับรัก มีคนชมเลยชอบเขียนเป็นงานอดิเรก แต่ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไร ก็เขียนได้ แล้วเท่ห์ เป็นนักการเมือง เขียนพู่กันจีนได้ ดูดีจะตายไป
เห็นเขาเขียนแล้วขายได้ เขียนแล้วโด่งดังมีชื่อเสียงเลยเขียนบ้าง บางคนฝีมือดี ก็เขียนเลี้ยงชีพ ไปจนตาย แต่ก็ไม่ดัง บางคนเขียนไปเลี้ยงตัวได้บ้างไม่ได้บ้างอดมื้อกินมื้อ จนตายก็ไม่ดัง บางคนเขียนรูปเดียว ดังไปชั่วชีวิต หรือบางคน ตายแล้วถึงจะดังตามสูตรศิลปินไส้แห้ง บางคนก็มาค้นพบทีหลังว่าจริงก็รักนี่นา
ทำอะไรไม่เป็นแล้วเขียนเป็นอย่างเดียว นี่ก็เหมือนกันดังบ้างไม่ดังบ้าง รวยบ้างไม่รวยบ้าง รักบ้างไม่รักบ้าง
ส่วนพวกรักที่จะเขียนจริงๆ แบ่งได้เป็น
รักอย่างเดียวแต่ไม่มีฝีมือ พวกนี้ก็มีเวรมีกรรม เขียนไปเท่าไหร่ก็ไม่สวย แต่รักมากเขียนไปจนตาย
บางคนผันตัวไปเป็น คนสะสมงานเขียนได้ก็พ้นกรรมไปในที่สุด หรือ พัฒนาไปเป็นคนขายงานเขียนร่ำรวยได้ดีไปก็พ้นเวรอิ่มบุญไป
รักแต่มีฝีมือพื้นๆ ทำไปจนตายเหมือนกัน อาจโชคดีมีคนมาซื้องานไปสะสมบ้าง มีชื่อเป็ฯที่รู้จักบ้างแต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จสูงสุด และพวกเขามักจะพอใจแค่ได้เขียนพู่กันที่เขารัก
รักและมีฝีมือเป็นเลิศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จทุกคน ถ้ามีบุญก็ได้ชื่นชมความสำเร็จ และการยอมรับของผู้คนตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ แต่โดยมากมักจะมีคนมาชื่นชมเห็นค่าผลงานเมื่อเจ้าของจากไปนานแล้ว หรือไม่ก็อาภัพหนักเข้าก็ต้องรอหลายร้อยปีผ่านไป เพราะดันเขียนงานล้ำยุคล้ำสมัยมากไปหน่อย
หลงคิดไปเองว่าตัวรักจะเขียนพู่กันจีน น่าสงสารที่สุด เพราะชีวิตนี้ เขาไม่มีวันรู้เลยว่าจริงๆ แล้วเขาชอบ เขารักอะไรกันแน่ อาจมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับดีเลิศ ความจริงมีความสามารถทางด้านอื่นสูงส่ง แต่ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือเพราะหลงคิด หรือถูกหลอกให้เชื่อว่าตนรัก และเขียนพู่กันได้ดี ทั้งๆที่ถ้าไปตีดาบก็คงเป็นช่างอันดับหนึ่งของยุทธภพไปแล้ว |